"จะรีบไปไหนๆ มาพักนั่งโซฟา จิบน้ำชา ฟังเรื่องเล่าของผมก่อนซักเดี๋ยวก่อนสิครับ"

กาลครั้งหนึ่งซึ่งไม่นานเท่าไรในวันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ.2554 (บ่ายวันแรก)

ณ เมืองกลาสโกว์

หลังจากกระผมเริ่มต้นเช้าวันใหม่กับกระเพาะที่ปั่นป่วนเพราะความผิดเวลาไปแล้ว กระผมก็ได้มาถึงสนามบินเมืองกลาสโกว์(Glasgow) ประเทศสกอตแลนด์ซะที สำหรับเมืองนี้นั้น เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสกอตแลนด์ซึ่งมีแม่น้ำไคลด์ไหลผ่าน และเป็นส่วนที่มีประชากรมากระจุกรวมตัวกันมากที่สุดของประเทศ

บางคนคงจะนึกภาพไม่ออกสินะครับว่าสกอตแลนด์นั้นอยู่ตรงไหน นี่ครับ ตามแผนที่นี้ ประเทศสกอตแลนด์อยู่บนเกาะรูปแม่มดนี่ครับ ทางด้านบนของประเทศอังกฤษ เห็นไหมครับ แต่อย่าพึ่งเข้าใจผิดนะครับ กลาสโกว์ถึงจะใหญ่ที่สุดก็ไม่ใช่เมืองหลวงหรอกนะครับ เมืองหลวงคือเมืองที่พวกผมจะมุ่งหน้าต่อไป เอดินเบอระครับ(อันนี้อ่านตามภาษาสกอต ถ้าอ่านตามภาษาอังกฤษจะชื่อเอดินเบิร์กครับ)

อย่างไรก็ตามผมต้องผ่านด่านแรกก่อน แน่นอนครับ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ของเค้ามี2ประเภทคนในการผ่านด่านใหญ่ๆ คือชาวUKและกลุ่มประทศEUกับประเทศอื่นๆครับ ซึ่งชาวUKและEUก็จะได้สิทธิ์ในการผ่านที่ด่านที่รวดเร็วมากกว่าพวกผมมาก ชาวประเทศในยุโรปโดยปกติแล้วสามารถผ่านแดนได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่าเลยครับ และชาวต่างชาติก็ใช้วีซ่าEUอันเดียวอยู่ ผ่านได้ทุกประเทศเลยครับ แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจนะว่ารวมถึงอังกฤษด้วยรึเปล่า เอาเถอะตอนนั้นผมก็ยังคงต้องจ้องมองแถวอันยาวเหยียดที่เต็มไปด้วยคนไทยหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นHigh Seasonในการท่องเที่ยวของคนไทยจริงๆ  ซักพักก็ถึงตาผมแล้วล่ะครับ พอผมสบโอกาส ก็ลองพยายามคุยกับเจ้าหน้าที่ดูครับ ถึงแม้ผมจะไม่ได้เก่งมากก็ตาม เหลือเชื่อครับ นอกจากเวลาที่เขาเสียไปเพื่อแกะที่เย็บกระดาษที่ใบผ่านเมืองกับพาสปอร์ตแล้วเอาแต่บ่นอุบว่าทำไมพวกทัวร์(คนไทย)ชอบเย็บมาให้เสียเวลาแกะกันนัก เขาก็ปล่อยผมผ่านไปโดยที่ไม่ซักถามอะไรมากครับ ผิดกับน้องผมโดนไปชุดใหญ่เลยครับ มาทำไม มากับใคร เป็นนักเรียนรึเปล่า ยังทำงานไม่ได้แล้วเอาเงินที่ไหนมาเที่ยว บลาๆ

จบเรื่องที่ด่าน ผมก็มาเข้าห้องน้ำแปรงฟันตามปกติครับ และได้เจอกับเจ้านี่ครับ

โอ้ พระเจ้า ยาสีฟันแบบใช้นิ้วถูรวดเร็วทันใจครับ เพียงแค่1ปอนด์ บีบใส่นิ้ว ถูฟัน จบได้โดยไม่ต้องมีแปรง (ว่าแต่มันจะสะอาดเหรอ)  หลังจากนั้นผมก็ยังเจออีกแบบ ยังหยอดตู้1ปอนด์เหมือนเดิมครับ แต่คราวนี้ มันมาเป็นแบบเคี้ยวครับ ยาสีฟันแบบเคี้ยวคล้ายหมากฝรั่งให้ปากสะอาดทันใจ คนคิดนี่ช่างคิดได้เหลือล้ำจริงๆ

ต่อมา ก็ได้เวลาออกข้างนอกแล้วครับ 13องศาเซลเซียส อากาศเย็นไม่หนาวจนโหดเกินไปนัก แต่ผมก็รับขึ้นรถ Coach จริงๆแล้วก็คืออันเดียวรถทัวร์บ้านเราล่ะครับ แต่ชาวอังกฤษเค้าเรียกกันแบบนี้ ผมก็เพิ่งรู้ เลยได้ความรู้ใหม่เพิ่มเติมเลย 555

พอเริ่มเข้าเมืองแล้วทิวทัศน์ก็ค่อยๆเปลี่ยนไป จากชานเมืองอันเงียบสงบ ทุ่งอันกว้างใหญ่ชวนผ่อนคลาย อากาศเย็นสบาย บ้านเล็กๆก่อด้วยอิฐง่ายๆ(แน่นอนว่าบ้านมีปล่องควันไว้สำหรับเครื่องทำความร้อน ไม่ได้เอาไว้รอซานต้านะครับ ฮา) ไม่หรูหรา มาตามสไตล์สกอต สู่เมืองที่จัดระเบียบบ้านเรือนไว้อย่างดีเหมือนตึกที่แถวที่ดูดี เป็นล็อกๆ ไม่ค่อยสกปรกมากนัก ตึกที่สูงจริงๆก็ไม่ค่อยมี มีก็ต้องใจกลางเมืองเลยครับ แต่ก็ไม่ระฟ้า

โบสถ์คริสต์ก็มีมาให้เห็นเป็นระยะๆ โบสถ์ไหนทำเลดี คนมาเข้ามาก ก็จะใหญ่และอลังการ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ก็จะเห็นได้2รูปแบบหลักๆคือ นีโอคลาสสิก (ศิลปะแบบกรีก โรมันที่ถูกนำกลับมาใหม่ จะสังเกตได้จากเสาโรมัน ดอริค... หน่าจั่วสามเหลี่ยมเด่นเป็นสง่า) กับ โกธิค(ยอดแหลมสูง)ครับ

ภาพบรรยากาศในเมืองกลาสโกว์ครับ แถมป้ายรถเมล์

หลังจากวนรอบเมืองได้ซักพัก พวกผมก็ได้แวะรับประทานอาหารกลางวัน มื้อแรก ณ ภัตตาคารอาหารจีนแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อๆไปเกือบทุกกลางวัน เย็น ผมก็ต้องมาทนเจี๊ยะอาหารจีนที่ยุโรปด้วยสาเหตุ 2 ประการ

1. คนไทยส่วนใหญ่(โดยฌฉพาะคนมีอายุ) มักรับประทานอาหารฝรั่งไม่เป็นครับ หรืออาจจะเป็นเพราะอาหารฝรั่งที่ยุโรปม่ค่อยมีเครื่องปรุงให้มากนัก ไม่ถูกจริตคนไทย(คนอังกฤษกินอะไรแทบไม่ปรุงเลยครับ อาหารที่ปรุงมาเสร็จเค้าถือว่าดีอยู่แล้ว) ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน อยู่บ้านเค้าก็ต้องกินอาหารบ้านเค้าสิครับ เฮ้อ อย่าพึ่งรีบด่วนตัดสินโดยที่ไม่ได้รับประทานสิครับ

2.อาหารจีนทำได้รวดเร็ว รองรับจำนวนคนได้มาก 1กับเหมือนๆกันต่อหลายๆโต๊ะ ใช้กระทะใหญ่ๆทำได้

ในขณะที่อาหารยุโรปนั้น ต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปครับ ช้าๆ เริ่มจากสลัดหรือซุปก่อน แล้วค่อยไปอาหารจานหลัก ทำทีละจานต่อคน ถ้ากินซุปหรือสลัดไม่เสร็จ เชฟก็จะไม่เริ่มทำอาหารจานใหม่ให้ครับ นี่เป็นข้อแม้ว่าต้องไล่ให้หมดตามลำดับ ห้ามเก็บไว้กินด้วยกันครับ แล้วสุดท้ายก็จะไปจบที่ของหวานครับ กว่าจะรับประทานเสร็จจึงเสียเวลาเป็นชั่วโมง ชะโงกทัวร์อย่างของผมจึงไม่อาจรอได้ น่าเสียดายครับ

จุดหมายต่อไปของพวกผม เมืองเอดินเบอระ เมืองหลวงของสกอตแลนด์

ทุ่งหญ้าเขียวขจีทั้ง2ฝั่งถนนระหว่างเมือง ซึ่งมีฝูงแกะมากินหญ้าให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ

Shopขายของที่ระลึกเล็กๆในScotland

ภูมิประเทศแบบเนินเขาเตี้ยๆบนทุ่งหญ้า

ในที่สุดผมก็มาถึงเอดินเบอระ เมืองแห่งแรงบันดาลใจของJ.K.Rowlingผุ้เขียน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ว่ากันว่าต้นแบบของโรงเรียนฮอกวอตส์ก็เอามาจากปราสาทในสกอตแลนด์นี่แหละ เมื่อสมัยก่อนหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์จะดังมาก J.K.เธอก็มาเขียนในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งในเอดินเบอระ พอแฮร์รี่ดัง เธอกลับมาอีกครั้ง ราวกับประชด มาพักอยู่ห้องโรงแรมที่หรูที่สุดกลางใจเมืองเลยที่เดียว

รูปนี้เป็นมหาวิทยาลัยในเมืองเอดินเบอระครับ เค้าก็ออกแบบแบบสมัยใหม่ได้สวยใช้ได้ทีเดียว

ในขณะที่กระผมคิดว่าจะได้เที่ยวสนุกในเมืองนี้แล้ว ทันใดนั้น เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คนขับรถหลงทางครับ สงสัยเค้าแก่แล้วเลยมึนๆ นอกจากนั้นไกด์ยังวางแผนตารางเวลาไว้ไม่ดีอีก ทำให้ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด ลูกทัวร์ก็เริ่มโวยวายทะเลาะกับไกด์ จะเอาเงินคืน เพราะไปไม่ทัน ปราสาทเอดินเบอระจะปิดแล้ว วันนั้นจึงหมดสนุกเลยครับ Local guideเฉพาะกิจที่เพิ่งมาเพื่อแนะนำปราสาทพอเจอความเรื่องมากขิงคนไทยเข้าก็หัวเสียหนีกลับบ้านไปเลย จบกัน แหล่งความรู้ของฉัน จากเที่ยวปราสาท เลยกลายเป็นประสาทกันทุกคน สุดท้ายจึงเหลือแต่ตัวใครตัวมัน เดินถ่ายรูป ด้นสดกันเอาเองครับโดยที่ปราสาทก็ปิดไปแล้ว

แต่สำหรับผม แล้วก็แล้วไป ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ต้องดีกว่า ก็เลยมาเริ่มเก็บภาพบรรยากาศในเมืองให้ทุกคนได้ชมกันครับ

อันนี้เป็นบรรยากาศรอบๆปราสาทครับ

ทิวทัศน์เมืองเอดินเบอระ เมื่อมองจากที่สูงบริเวณลานหน้าปราสาท ดูแล้วช่างเป็นเมืองที่เงียบสงบ ห่างไกลความวุ่ยวายดีจริงๆ

อนุสาวรีย์ของใครก็ไม่รู้ สงสัยเป็นวีรบุรุษนักรบชาวสกอตที่ต่อต้านการรุกรานของอังกฤษในสมัยก่อนได้ละมั้ง

ส่วนปราสาทของจริงคืออันนี้ครับ แต่มันถ่ายย้อนแสง ผมจึงได้ภาพมืดไปหน่อย J.K.Rowlingใช้ที่นี่ล่ะครับเป็นที่เปิดตัวหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคแรก ด้านประวัติศาสตร์ ก็มีความสำคัญมานานในฐานะที่อยู่ของเหล่าราชวงศ์สกอต ซึ่งสร้างครั้งแรกในสมัยราวค.ศ.1130ซึ่งเดิมเป็นป้อมปราการไม่ถึงกับใหญ่มาก และมีการรื้อ ปรับปรุง สร้างใหม่เรื่อยมา จนrenovateครั้งสุดท้ายซึ่งได้หน้าตาที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันที่สุด ราวค.ศ.1891

อันนี้หน้าทางเข้าที่ปิดไปแล้วครับ

และก็จบไปอย่างกร่อยๆไปหน่อยสำหรับวันแรก แต่วันพรุ่งนี้ยังมี ทุกคนยังต้องเดินหน้ากันต่อไปครับ

To be continued... อย่าลืมติดตามชมตอนต่อไปนะครับ

ป.ล.ที่สนุกสุดๆเลยคือช่วง2วันสุดท้ายที่กรุงลอนดอน พลาดไม่ได้นะครับ OwO

edit @ 22 Apr 2011 12:27:40 by Mozaic

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณที่แนะนำ

#5 By ที่เที่ยว (124.121.132.210) on 2012-04-28 23:05

ขอแนะนำเว็บทัวร์ญี่ปุ่นสำหรับคนที่สนใจ ท่องเที่ยว รวมทั้ง ทัวร์ต่างประเทศ ทัวร์เกาหลี ทัวร์ยุโรป ขอบคุณมากๆนะที่ติดตามชม

#4 By ทัวร์ญี่ปุ่น (124.121.132.210) on 2012-04-28 23:05

ไม่แปลกหรอกนะค่ะที่เสียบรรยายกาศตอนนั่นเคยไปอิตาลี ฝรั่งเศล สวิท คนขับรถและไกด์คนไทยพาหลงเกือบจะทุกประเทศจนเบื่อกันทั้งคณะ เสียเวลาดูพระราชวังเปิดวันจันทร์ก็ไม่รู้พาเราไป-กลับ และที่สำคัญบางคนต้งใจซื้อ กระเป๋าแบรนดังลูกทวร์ถามว่าต้องให้พาส-วีมั๊ยบอกเค้าว่าไม่ต้องซื้อได้เลย อิอิอิ เค้าโกรธกันใหญ่ยังจำชื่อไกด์ได้ขึ้นใจกันทั้งคณะ

#3 By ตันตัน (124.122.249.118) on 2011-09-10 20:08

เมืองนี้ดูเงียบสงบดีนะ confused smile
อาหารการกินของบ้านเรากับยุโรปมันคนละอย่างกันเลย
ยุโรปต้องกินเป็นขั้นๆ แต่เรา มีอะไร เอามากินให้หมด เหอๆ open-mounthed smile

เห็นด้วยกับเรื่องมาบ้านเค้า ต้องกินอาหารบ้านเค้า
อยากรู้เหมือนกัน อาหารตำรับอังกฤษของเค้าเป็นยังไง surprised smile

#2 By Maew : แหมว on 2011-04-23 19:24

ตึกรามบ้านช่อง เค้าดูขลังดีจังค่ะ
รอติดตามตอนต่อไปค่ะ big smile